วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

งานประเพณีจังหวัดเลย



เทศกาลทะเลหมอก ดอกไม้งาม บานสะพรั่งทั้งภูเรือ (งานไม้ดอกเมืองหนาว อำเภอภูเรือ) ในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ประมาณวันที่ 31 ธันวาคม - 3 มกราคม ของทุกปี มีการออกร้านแสดงไม้เมืองหนาว ขบวนแห่รถบุปผชาติ การประกวดไม้ดอก
ไม้ประดับเมืองหนาวงานราตรีแม่คะนิ้ง ลีลาศโต้ลมหนาวและการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรของอำเภอภูเรือ





งานประเพณีออกพรรษาอำเภอเชียงคาน
จัดขึ้นบริเวณหน้าอำเภอเชียงคาน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นประเพณีทีจัดขึ้นสืบทอดกันมายาวนาน ภายในงานมีขบวนแห่ประสาทผึ้งการแข่งเรือยาว-เรือกาบ การประกวดไหลเรือไฟ พิธีตักบาตรเทโว การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านและมหรสพต่าง ๆ


งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน
จัดขึ้นที่อำเภอด่านซ้าย ช่วงเดือน 8 หากปีใดเป็นอธิกมาสก็จะเลื่อนไปเดือน 8 หลังมีกาแห่ผีตาโขนในงานบุญหลวง ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่นการละเล่นผีตาโขน ในวันแรกจะมีพิธีแห่พระอุปคุตจากลำน้ำหมันมาที่วัดโพนชัย วันที่สองมีการแห่เข้าเมือง และผู้เล่นจะนำเครื่องผีตาโขนไปโยนทิ้งแม่น้ำหมันจากนั้นเวลค่ำจะมีการเทศน์มหาชาติถึง 13 กัณฑ์


เป็นงานประจำปีจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี เพื่อสมโภชองค์พระธาตุศรีสองรักอันเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง ภายในงานมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เช่น การบูชาองค์พระธาตุด้วยต้นผึ้งใหญ่ ต้นผึ้งน้อย การล้างองค์พระธาตุพระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 1 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวจังหวัด 83กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 203แล้วแยกขวาตรกิโลเมตรที่ 66 เข้าทางหลวงหมายเลข 2013 อีก 15 กิโลเมตรถึงอำเภอด่านซ้ายจากนั้นแยกขวาเข้าเส้นทาง 2113 อีก 1 กิโลเมตรพระธาตุศรีสองรักมีรูปทรงลักษณะศิลปกรรมแบบล้านช้าง องค์พระธาตุสูง 19.19 เมตร  ฐานกว้างด้านละ 10.89 เมตร ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุมไม้สิบสอง องค์ระฆังทรง "บัวเหลี่ยม" คล้ายพระธาตุพนม พระธาตุหลวง(เวียงจันทน์)พระธาตุศรีโคตรบอง(แขวงคำม่วน) และอีกมากมายแถบ
ลุ่มน้ำโขง พระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นถวายเป็นอุเทสิกเจดีย์(หมายถึงเจดีย์สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศให้พระศาสนาโดยไม่กำหนดว่าต้องเก็บรักษาสิ่งใด) สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2103 เสร็จในปีพ.ศ.2106 พระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกรุงศรีอยุธยา(สมัยพระมหาจักรพรรดิ)และกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทน์) สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตด้วย ทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ชาวด่านซ้ายหรือ "ลูกผึ้งลูกเทียน" จะร่วมกันจัดงานสมโภชพระธาตุศรีสองรักขึ้นโดยจะนำต้นผึ้ง (ประดิษฐ์จากโครงไม้ไผ่เป็นทรงหอปราสาทขนาดกว้างราว 2 ฟุต สูง 2 ฟุตเศษ  กรุรอบด้วยลวดลายงานแทงหยวกจากนั้นประดับด้วย "ดอกผึ้ง" ซึ่งทำจากแผ่นเทียนกลมๆ บางๆ ตากแดดแล้วจับเป็นกลีบ ตรงกลางติดดอกบานไม่รู้โรย หรือขมิ้นหั่นเล็กๆ ต่างเกสรดอกไม้สีสดใส) เทียนเวียนหัว(เทียนแท่งที่ฟั่นยาวพอคาดได้รอบศีรษะ) มาถวายองค์พระธาตุถือเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับองค์พระธาตุศรีสองรักคือ ไม่ควรนำสิ่งของหรือดอกไม้สีแดงขึ้นบูชา ไม่ควรแต่งกายด้วยชุดสีแดงขึ้นไปนมัสการ เพราะองค์พระธาตุสร้างขึ้นเพื่อสัจจะและไมตรี สีแดงเป็นสัญญลักษณ์ของเลือดและความรุนแรง ไม่ควรกางร่มสวมหมวกและสวมรองเท้าขึ้นไปบนพระธาตุ ไม่ควรนำเด็กต่ำกว่า 3ปีขึ้นไปนมัสการ (หมายเหตุ : ก่อนท่านจะทำหรือประกอบพิธีใดๆ ที่เกี่ยวกับองค์พระธาตุขอให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าองค์พระธาตุก่อน)


งานกาชาดดอกฝ้ายบานมะขามหวานเมืองเลย
จัดขึ้นบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเลย ประมาณวันที่ 1 - 9 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ในงานจะมีขบวนแห่จากอำเภอต่างๆ การแสดงศิลปวัฒนธรรม

(ที่มา :: เครดิต http://www.loei.go.th )
ปล.บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นงานส่งอจารย์ค่ะ


สัญลักษณ์จังหวัดเลย


ตราประจำจังหวัดเลย
ตวามหมายของตราประจำจังหวัดเลย

เป็นภาพพระธาตุศรีสองรัก ลักษณะอุเทสิกเจดีย์สร้างเป็นอนุสรณ์การปักปันเขตแดนในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
แห่งกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2103 เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106  ตั้งอยู่วัดพระธาตุศรีสองรัก
ซึ่งเป็นวัดทีี่ไม่มีพระสงฆ์พำนัก  ริมแม่น้ำหมัน บ้านหัวนายูงตำบลด่านซ้าย  องค์พระธาตุก่ออิฐก่อปูน มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 10.47 เมตร
สูง 19.19 เมตร  บนยอดพระธาตุมีแก้วครอบเป็นโคม มีกระดิ่งลูกเล็ก ๆแขวนอยู่เหนือโคม กรมศิลปากรประกาศให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 (ที่มา : เอกสารกองโบราณคดีหมายเลข 21/2534)

ความหมายของคำขวัญของจังหวัดเลย

"เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม"
ภูมิประเทศจังหวัดเลย เกิดจากการเคลื่อนตัวทรุดลงของเปลือกโลกเป็นเวลาหลายร้อยล้านปีมาแล้ว เกิดภูเขาลดหลั่นกันมากมาย
เป็นภูเขาที่มีพื้นที่ราบหลายแห่ง (Table land) เกิดพันธ์ไม้นานาพันธ์ุ์  จากการที่มีภูมิประเทศลาดเอียงไปทางเหนือจึงทำให้อากาศแผ่ปกคลุมหนาวเย็น
เพราะไม่มีแนวเขาสูงกั้น

ธงประจำจังหวัดเลย

     

ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีฟ้า มีตราประจำจังหวัดเลยเป็นรูปพระธาตุศรีสองรักอยู่ในวงกลมบนพื้นผ้าทั้งสองด้าน



ต้นไม้ประจำจังหวัด
ชื่อ พรรณไม้ สนสามใบ
ชื่อ วิทยาศาสตร์ Pinus Kesiya
เป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ทรงปลูกตามคำกราบบังคมทูลของนายเทียม คมกฤชอธิบดีกรมป่าไม้  เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินขึ้นยอดภูกระดึง  เมื่อเวลาเช้าของวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 (จากหนังสือรอยเสด็จมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2540) และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้พระราชทานกล้าไม้มงคลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย  ในงานวันรณรงค์โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในโอกาสที่ครองราชย์ปีที่ 50 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเลย

(ที่มา:: http://www.loei.go.th )
ปล.บล็อกนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นงานส่งอาจารย์ค่ะ 

จังหวัดเลย


จังหวัดเลย


จังหวัดเลย เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 520 กิโลเมตร มีสภาพภูมิประเทศที่งดงาม อากาศหนาวเย็น เป็นแหล่งเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วย

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: สนสามใบ (Pinus kesiya)
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด: พุด (อินถะหวา)
  • คำขวัญประจำจังหวัด: เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม
  • คำขวัญประจำอำเภอภูเรือ: เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู


ประวัติศาสตร์

มีหลักฐานเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาว่า ก่อตั้งโดยชนเผ่าไทยที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ก่อตั้งอาณาจักรโยนกเชียงแสน โดยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง (เชื่อถือกันว่าเป็นเชื้อสายราชวงศ์สิงหนวัติ) ได้มีผู้คนอพยพจากอาณาจักรโยนกเชียงแสนที่ล่มสลายแล้ว ผ่านดินแดนล้านช้าง ข้ามลำน้ำเหืองขึ้นไปทางฝั่งขวาของลำน้ำหมันถึงบริเวณที่ราบ พ่อขุนผาเมืองได้ตั้งบ้านด่านขวา (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณชายเนินนาด่านขวา ซึ่งมีซากวัดเก่าอยู่ในแปลงนาของเอกชน ระหว่างหมู่บ้านหัวแหลมกับหมู่บ้านนาเบี้ย อำเภอด่านซ้าย) ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวได้แบ่งไพร่พลข้ามลำน้ำหมันไปทางฝั่งซ้าย สร้างบ้านด่านซ้าย (สันนิษฐานว่าอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเก่า อำเภอด่านซ้ายในปัจจุบัน) ต่อมาจึงได้อพยพเลื่อนขึ้นไปตามลำน้ำไปสร้างบ้านหนองคู และได้นำนามหมู่บ้านด่านซ้าย มาขนานนามหมู่บ้านหนองคูใหม่ เป็น "เมืองด่านซ้าย" อพยพไปอยู่ที่เมืองบางยางในที่สุด โดยมีพ่อขุนผาเมืองอพยพผู้คนติดตามไปตั้งเมืองราด (เชื่อว่าเป็นเมืองศรีเทพ อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพและอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์) และตั้งเมืองด่านซ้าย เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกของเมืองบางยาง
นอกจากนี้แล้ว ยังมีชาวโยนกอีกกลุ่มหนึ่งได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนระหว่างชายแดนตอนใต้ของอาณาเขต ล้านนา ต่อแดนล้านช้างอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะอพยพหนีภัยสงครามข้ามลำน้ำเหืองมาตั้งเมืองเซไลขึ้น (สันนิษฐานว่าอยู่ในท้องที่หมู่บ้านทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง) จากหลักฐานในสมุดข่อยที่มีการค้นพบ เมืองเซไลอยู่ด้วยความสงบร่มเย็นมาจนกระทั่งถึงสมัยเจ้าเมืองคนที่ 5 เกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนฟ้าไม่ตก จึงได้พาผู้คนอพยพไปตามลำแม่น้ำเซไลถึงบริเวณที่ราบระหว่างปากลำห้วยไหลตกแม่เซไล จึงได้ตั้งบ้านเรือนขึ้นขนานนามว่า "บ้านแห่" (บ้านแฮ่) ส่วนลำห้วยให้ชื่อว่า "ห้วยหมาน"
ในปี พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่า หมู่บ้านแฮ่ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งห้วยน้ำหมาน และอยู่ใกล้กับแม่น้ำเลย มีผู้คนเพิ่มมากขึ้น สมควรจะได้ตั้งเป็นเมือง เพื่อประโยชน์ในการปกครองอย่างใกล้ชิด จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นเมืองเรียกชื่อตามนามของแม่น้ำเลยว่า เมืองเลย ต่อมา พ.ศ. 2440 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองพื้นที่ ร.ศ.116 แบ่งการปกครองเมืองเลยออกเป็น 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกุดป่อง อำเภอท่าลี่ อำเภอนากอก (ปัจจุบันอยู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) อำเภอที่ตั้งเมืองคือ อำเภอกุดป่อง ต่อมา พ.ศ. 2442-2449 ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเลยเป็น บริเวณลำน้ำเลย พ.ศ. 2449-2450 เปลี่ยนชื่อบริเวณลำน้ำเลยเป็นบริเวณลำน้ำเหือง และใน พ.ศ. 2450 ได้มีประกาศของกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2450 ยกเลิกบริเวณลำน้ำเหือง ให้คงเหลือไว้เฉพาะ "เมืองเลย" โดยให้เปลี่ยนชื่ออำเภอกุดป่อง เป็น "อำเภอเมืองเลย"

ภูมิศาสตร์
สภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดเลยเป็นที่ราบสูง มีภูเขาสูงกระจัดกระจาย โดยเฉพาะทางตะวันตกและทางด้านใต้ของจังหวัด ทั้งนี้ยังมีแหล่งน้ำสำคัญคือแม่น้ำโขง ในบริเวณตอนบนของจังหวัด

ที่ตั้งและภูมิประเทศ
จังหวัดเลย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 11,424.612 ตารางกิโลเมตร หรือ 7,140,382 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 6.77 ของพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัดเลยตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงโคราช หรือที่เรียกกันว่า แอ่งสกลนคร ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทิวเขาในแนวทางทิศเหนือใต้ และจะมีพื้นที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาที่ไม่ใหญ่มากนัก สลับกันอยู่ในแนวเทือกเขา


ลักษณะทางภูมิอากาศ
จังหวัดเลยเป็นจังหวัดที่เรียกได้ว่าหนาวที่สุดของประเทศ เคยมีอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ -1.3 องศาเซลเซียส (2 มกราคม พ.ศ. 2517) อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 43.5 องศาเซลเซียส (25 เมษายน พ.ศ. 2517) อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 26.1 องศาเซลเซียส และจะมีอุณหภูมิที่หนาวจัดในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม โดยช่วง 12 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 2.7 องศาเซลเซียส (พ.ศ. 2542) อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 42.5 องศาเซียลเซียส (พ.ศ. 2541)
[ซ่อน]ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดเลย (พ.ศ. 2504-2533)
เดือนม.ค.ก.พ.มี.ค.เม.ย.พ.ค.มิ.ย.ก.ค.ส.ค.ก.ย.ต.ค.พ.ย.ธ.ค.ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F)29
(84)
32
(90)
34
(93)
35
(95)
33
(91)
32
(90)
32
(90)
31
(88)
31
(88)
30
(86)
29
(84)
28
(82)
31.3
(88.4)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F)13
(55)
16
(61)
19
(66)
21
(70)
23
(73)
23
(73)
23
(73)
23
(73)
22
(72)
21
(70)
18
(64)
14
(57)
19.7
(67.4)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว)6
(0.24)
17
(0.67)
37
(1.46)
95
(3.74)
213
(8.39)
164
(6.46)
159
(6.26)
177
(6.97)
226
(8.9)
117
(4.61)
17
(0.67)
3
(0.12)
1,231
(48.46)
[ต้องการอ้างอิง]


กลุ่มเชื้อชาติประชากร

ชาวไทเลย

ไทเลย เป็นชื่อเรียกคนเมืองเลย ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า คนเมืองเลยคือกลุ่มชนที่อพยพจากชายแดนตอนเหนืออาณาจักรสุโขทัย ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากไทหลวงพระบาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเซไล (บ้านทรายขาว อำเภอวังสะพุง ปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2396 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านแห่ (บ้านแฮ่ปัจจุบัน) ได้ตั้งบ้านเรือนเรียกว่าเมืองเลย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองเลยก็รวมตัวกันเป็นเมืองใหญ่ โดยการรวมตัวของ อำเภอกุดป่อง อำเภอท่าลี่ ซึ่งขึ้นกับมณฑลอุดร อำเภอด่านซ้าย ซึ่งขึ้นกับมณฑลพิษณุโลก เมืองเชียงคาน ซึ่งขึ้นกับเมืองพิชัย อำเภอต่าง ๆ เหล่านี้จึงโอนขึ้นกับเมืองเลยทั้งหมดตั้งแต่ พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา
ชาวไทเลยจะมีนิสัยใจคอเหมือนกับชนเชื้อชาติโบราณซึ่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากดั้งเดิม มีสำเนียงพูดที่แปลกและนิ่มนวล พูดสุภาพและไม่ค่อยพูดเสียงดัง กิริยามารยาทดีงาม อารมณ์เยือกเย็นไม่วู่วาม มีนิสัยรักความสงบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักถิ่นที่อยู่ไม่ค่อยอพยพไปอยู่ที่อื่น ส่วนทางด้านวัฒนธรรมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา ได้แก่ “ฮีตสิบสอง–คองสิบสี่” คือการทำบุญตามประเพณีทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปี
บ้านชาวไทเลยเป็นเรือนหลังใหญ่ ยกพื้นสูงมีระเบียงหรือชานยื่นออกมาหน้าเรือน มีเรือนครัวซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างแยกต่างหากโดยมีชานต่อเชื่อมติดกัน สำหรับหลังคาของเรือนนอนมุงด้วยหญ้าคาหรือไม้แป้นเก็ด ฝาเรือน พื้นเรือนนิยมทำด้วยไม้แผ่นเรียกว่า ไม้แป้น ส่วนเสาจะใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นต้นๆ หรืออิฐก่อเป็นเสาใหญ่ มีบันไดไม้พาดไว้สำหรับขึ้นลง ส่วนเรือนครัวมุงด้วยหญ้าคา ฝาและพื้น จะนิยมทำด้วยฟากไม้ไผ่สับแผ่ออกเป็นแผ่น และเสาจะทำด้วยไม้เนื้อแข็งเช่นกัน
จังหวัดเลย มีคนพื้นเมืองที่มีเชื้อชาติไทย ซึ่งเรียกตัวเองว่า ไทเลย เป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ก็มีคนเชื้อชาติจีน ชาวเขา ไทดำ ไทพวน

แต่ในปัจจุบัน ภาษาเลยนั้น ไม่เป็นที่นิยมในการสื่อสารในกลุ่มวัยรุ่น อาจจะหลงเหลือเพียงแค่ในกลุ่มผู้สูงวัยที่ยังใช้ในการสื่อสาร และตามชานเมือง ต่างอำเภอ ที่ยังคงหลงเหลือภาษาเลยอยู่ และเด็กที่เกิดใหม่ คุณพ่อและคุณแม่ มักจะปลุกฝังให้เด็กใช้ภาษากลางในการพูดคุย น่าเสียดายจริงๆ ที่คนจังหวัดเลยไม่อนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองเลย

[แก้]ชาวไทดำ

ชาวไทดำ อพยพมาจากแคว้นพวน ในประเทศลาวปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่ที่แคว้นสิบสองจุไท ซึ่งเป็นบ้านเกิดเดิมของชาวไทดำ ในอดีตแคว้นสิบสองจุไทเป็นเขตอาณาจักรสยาม ปัจจุบันอยู่ในประเทศเวียดนาม เมื่อปี พ.ศ. 2417 เมื่อพวกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองเชียงขวาง ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญในแคว้นพวน จึงได้เริ่มอพยพลงมาตามเส้นทางเรื่อยๆ จนได้มาพักที่บ้านน้ำก้อใหญ่ ตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมามีชาวไทยดำกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขง ไปยังบ้านน้ำกุ่ม แขวงเวียงจันทน์ แต่ในขณะนั้นเขตเวียงจันทน์มีปัญหาการเจรจากับฝรั่งเศส ไทดำจึงข้ามแม่น้ำโขงกลับมาตั้งหมู่บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม และถาวรจนถึงปัจจุบัน ที่หมู่บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน เมื่อปี พ.ศ. 2438 มี 15 ครัวเรือน ปัจจุบันชาวไทดำ มีจำนวน 825 ครัวเรือน มีอาชีพส่วนใหญ่ทางการเกษตรกรรม

[แก้]ชาวไทพวน

ชาวไทพวน ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮมและบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน จากถิ่นฐานเดิมที่เมืองเตาไห หลวงพระบาง ประเทศลาว เมื่อครั้งพวกจีนฮ่อ กลา เวียง รุกรานเมืองเตาไห

[แก้]ชาวไทใต้

ชาวไทใต้ อพยพมาจากภาคอีสานเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเลย ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดยโสธร เมื่อ พ.ศ. 2506 จะพบชาวไทใต้จำนวนมากที่อำเภอเอราวัณ และอำเภอนาด้วง ภาษาพูด แตกต่างจากภาษาไทเลย เพราะได้สืบทอดมาจากถิ่นเดิมของตน เช่น ภาษาไทยอีสาน ภาษาถิ่นอุบล ภาษาไทยโคราช

ภาษาของคนจังหวัดเลย
มีสำเนียงภาษาแตกต่างจากภาษาพูดของคนในจังหวัดภาคอีสานอื่น ๆ เพราะกลุ่มคนที่อาศัยปัจจุบันนี้มีประวัติการอพยพเคลื่อนย้ายจากเมืองหลวงพระบางแห่งอาณาจักรล้านช้าง ต่อมาต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ชาวหลวงพระบางและชาวเมืองบริเวณใกล้เคียงที่อพยพมาเมืองเลยได้นำวัฒนธรรมด้านภาษาอีสานถิ่นอื่นเข้ามาด้วย โดยภาษาเลยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มหลวงพระบางอันประกอบด้วยภาษาเมืองแก่นท้าว ภาษาอำเภอด่านซ้าย และภาษาอำเภอเมืองเลย ดังนั้นสำเนียงพูดของชาวไทเลยจึงมีลักษณะการพูดเหมือนชาวหลวงพระบาง แต่บางพยางค์ออกเป็นเสียงสูงคล้ายสำเนียงพูดของชาวปักษ์ใต้ ฟังดูไพเราะนุ่มนวลจึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะคนเมือง ส่วนคนในวังสะพุงจะพูดเสียงห้วนกว่าชาวเลยถิ่นอื่น

การคมนาคม
  • การเดินทางโดยทางเครื่องบิน โดยลงที่ท่าอากาศยานเลย มีสายการบิน นกแอร์ ดอนเมือง - เลย ให้บริการทุกวัน
  • การเดินทางโดยรถโดยสาร รถโดยสารจากกรุงเทพมหานคร สายกรุงเทพฯ-เมืองเลย (สาย 29 และ 938) มีผู้ประกอบการหลายราย เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด(สาย 29) แอร์เมืองเลย (สาย29),ขอนแก่นทัวร์ (สาย 938),ชุมแพทัวร์(สาย 29),ภูกระดึงทัวร์,ศิขรินทร์ทัวร์ และสาย 14 กรุงเทพ - ภูเรือ ของ บริษัท เพชรประเสริฐ จำกัด และมีรถโดยสารระหว่างภาค สายนครราชสีมา-เชียงคาน และสาย 824 เลย-พัทยา-ระยอง ของบริษัทนครชัยขนส่ง และสาย 636 เชียงใหม่-อุดรธานี ของบริษัทจักรพงษ์ทัวร์ , อ.ศึกษาทัวร์ สาย 661 เชียงราย-นครพนม ของบริษัทสมบัติทัวร์ และจักรพงษ์ทัวร์ และมีสายอุดรธานี-พิษณุโลก ของนครไทยแอร์
  • การเดินทางโดยรถไฟ จังหวัดเลยไม่มีเส้นทางรถไฟ ต้องเดินทางมาลงที่อุดรธานีแล้วต่อรถโดยสารมาจังหวัดเลย

อุทยานแห่งชาติ
จังหวัดเลยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลภูเขา มีอุทยานแห่งชาติที่สำคัญดังนี้

สถานที่ท่องเที่ยว

ประเพณีและเทศกาลรื่นเริง
  • งานประเพณีผีตาโขน
  • งานนมัสการพระธาตุศรีสองรัก
  • งานดอกฝ้ายบาน มะขามหวานเมืองเลย
  • งานแสดงไม้ดอกเมืองหนาว
  • งานออกพรรษาเชียงคาน
  • งานแห่ผีขนน้ำ
  • งานบุญบั้งไฟล้าน (อำเภอเอราวัณ)

(ที่มา :: วิกิพีเดีย )
ปล.บล็อกนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นงานที่จัดส่งอาจารย์ค่ะ 




วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถนนคนเดินเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย


ถนนคนเดินเชียงคาน เป็นถนนคนเดินที่มีบรรยากาศดีแบบไทเชียงคานพื้นบ้านที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ ซึ่งสืบต่อ ๆ กันมาช้านาน การเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยแต่ก็ยังคงไว้แบบชาวเชียงคาน ด้วยบรรยากาศดีอยู่ติดฝั่งแม่น้ำโขงแลเห็นสายธารลำน้ำโขงไหลเชี่ยวมองเห็นฝั่งเพื่อนบ้านของเรา ทำให้บรรยากาศที่นั่น เป็นดินแดนที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายท่านก็อยากไปสัมผัสกัน สถานที่ท่องเที่ยวเชียงคานจะมีอากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี ถึงแม้จะช่วงฤดูร้อนก็จะไม่ร้อนมากนักเหมาะแก่การพักผ่อน และผู้คนที่นี้จะมีอัธยาศัยไมตรีผู้คนยิ้มแย้มตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันดีทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจเมื่อได้มาเยือนเชียงคานในครั้งนี้ ในช่วงวันนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดที่พักเชียงคานจะมีนักท่องเที่ยวมาพักกันมากมายและชาวเชียงคานเองก็มาเที่ยวด้วยเช่นกัน จนทำให้ถนนคนเดินเชียงคานแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนเดินแออัดกันและสถานที่พักเชียงคานก็หาพักได้ยากขึ้น และไม่มีสถานที่จอดรถให้แก่นักท่องเที่ยว
ถนนคนเดินเชียงคาน นักท่องเที่ยวจะพากันมาเดินชม ช้อปปิ้ง ซื้อของฝาก และด้วยการตกแต่งหน้าร้านแสงไฟสวยงามระยิบระยับมีมุมเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีมุม ให้ได้นั่งพักผ่อน จิบกาแฟเล็ก ๆ พร้อมกับชื่นชมรอยยิ้มของผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอีกด้วย ถนนคนเดินเชียงคาน ที่ใครหลายๆ ยังไม่ได้มาสัมผัสอาจมองว่าคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามกระแสหรือตามคำบอกเล่าต่อๆ กันมาที่รู้จากเพื่อนที่ได้มาเที่ยวและถ่ายรู้เก็บไปฝากให้ดูกัน
ถนนคนเดินเชียงคาน มีสินค้าจำนวนหลากหลายมากมายทั้งด้านงานศิลปะพื้นเมือง ร่วมสมัย เสื้อผ้าพื้นเมือง ของฝากที่ระลึก และที่ขาดไม่ได้เป็นที่ติดอกติดใจนักท่องเที่ยวก็คือ อาหารพื้นบ้านที่หาทานได้ยากแต่มีให้เลือกมากมายได้ที่นี้ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารจานหลัก แบบเมนูอาหารตามสั่งและอาหารพื้นเมือง ร้านแผงลอยที่ออกมาวางขายซ้ายขวาตามริมฝั่งสองข้างถนนคนเดินเชียงคาน อาหารอร่อยอาทิเช่น ข้าวเปียกเส้น เมี่ยงคำ ผัดไทยกุ้งสด ไข่ปิ้ง โจ๊ก ขนมจีน ยำแหนมคลุก ข้าวจี่ กุ้งทอด ไอติมโบราณ ซาลาเปาปุยฝ้าย ข้าวเกรียบว่าว ขนมปังสังขยา ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำขิง นมสด ขนมทองม้วน มะขามกวน และอีกมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยมาได้หมด ไม่ต้องกลัวว่ามาเที่ยวเชียงคานครั้งนี้จะต้องเตรียมอาหารสำรองมาด้วย ใครชอบแบบไหน อยากกินอะไรก็เลือกกันได้ตามใจชอบเพราะมีความหลากหลายจนนักท่องเที่ยวเดินชิมก็คงจะไม่ครบหมดทุกร้านแน่นอน
ถนนคนเดินเชียงคานจะอยู่ถนนชายโขง ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่เที่ยวที่กินเท่านั้น ยังเป็นสถานที่ที่ให้นักท่องเที่ยวได้เดินออกกำลังกาย และผ่อนคลายเดินชมเมืองโบราณบ้านไม้เก่า ที่พักเชียงคานแห่งนี้ก็ขอแนะนำที่เที่ยวที่กินที่พักซึ่งถนนคนเดินอำเภอเชียงคานเป็นถนนที่ขายสินค้าประเภทของที่ระลึก ของฝาก  ของกินประเภทของพื้นเมืองไทเชียงคาน ซึ่งนักท่องเที่ยวก็สามารถปั่นจักรยานเที่ยวได้ ถนนคนเดินเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-21.00 น





ปล.บล็อกนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นงานส่งอาจารย์ค่ะ